ประวัติ อู๋ จิ้งหยู นักเทควันโดจีน คือเรื่องราวของเด็กสาวจากเมืองเครื่องลายคราม “จิ่งเต๋อเจิน” มณฑลเจียงซี ที่เริ่มฝึกเทควันโดตอนอายุประมาณ 13 ปี ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยติด ในรุ่นไม่เกิน 49 กิโลกรัม ทั้งที่ปักกิ่ง 2008 และลอนดอน 2012 รวมถึงกวาดแชมป์โลกและเอเชียนเกมส์อีกเพียบ จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในจอมเตะหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รุ่นฟลายเวตของโลก

ทุกวันนี้แฟนกีฬาไม่ได้ดูแค่เทควันโดอย่างเดียว บางคนเชียร์โอลิมปิก ดูคลิปอู๋ จิ้งหยูเตะ “axe kick” ใส่คู่ต่อสู้เสร็จ ก็สลับไปเช็กผลกีฬาอื่นบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทั้งบอล บาส มวย หรือกีฬาเสมือนจริง ผ่านเว็บรวมกีฬาเข้าถึงง่ายแบบกดไปที่ลิงก์อย่าง สมัคร UFABET ดูบรรยากาศและข้อมูลครบ ๆ แล้วค่อยกลับมาซึมซับเส้นทางของตำนานสาวจีนคนนี้ต่อ
จุดเริ่มต้นจากเมืองเครื่องลายคราม
อู๋ จิ้งหยู (Wu Jingyu / 吴静钰) เกิดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1987 ที่เมืองจิ่งเต๋อเจิน มณฑลเจียงซี ประเทศจีน เมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงเครื่องลายครามของจีน” เพราะเป็นศูนย์กลางการทำเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องกระเบื้องลายครามมายาวนานหลายร้อยปี
ครอบครัวของเธอไม่ได้เริ่มต้นจากสายกีฬาเต็มตัว
- ลุงของเธอเป็นช่างทำเครื่องลายคราม
- บ้านล้อมรอบไปด้วยวัฒนธรรมงานฝีมือและศิลปะ
- ตัวอู๋เองชอบทั้งฟังเพลง ดูหนัง และวาดลายคำคมลงบนเครื่องลายคราม เล่นกับ “ศิลปะ” พอ ๆ กับการอยู่บนเสื่อเทควันโด
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ตอนอายุประมาณ 13 ปี เธอตัดสินใจลองเดินเข้าโดจังเทควันโดครั้งแรก และค้นพบว่า “นี่แหละ ของเรา”
- โค้ชเห็นแววจากความยืดหยุ่น ช่วงขาที่ดี และบุคลิกนิ่งแต่ดื้อเงียบ
- ไม่นานเธอก็ถูกดึงเข้าสู่ระบบฝึกซ้อมจริงจังของมณฑลเจียงซี ก่อนจะไต่สู่ทีมชาติจีนในเวลาต่อมา
จากเมืองเล็ก ๆ ที่ดังเรื่องเครื่องลายคราม เด็กสาวคนหนึ่งกำลังจะกลายเป็น “ของสะสมระดับโลก” ในสายตาแฟนเทควันโด
จากดาวรุ่งภายในประเทศสู่ตัวเต็งเอเชีย
ช่วงกลางทศวรรษ 2000 คือช่วงที่อู๋ จิ้งหยูเริ่ม “ติดเทอร์โบ”
ปี 2006 – จุดระเบิดในเอเชียนเกมส์
- เธอคว้าเหรียญทองในการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ โดฮา 2006 รุ่นหญิงไม่เกิน 47 กก. เอาชนะหย่าง ชูจุน (Taipei) 2–1 ในนัดชิง เป็นเหรียญทองเอเชียนเกมส์เหรียญแรกของทีมเทควันโดจีนทั้งทีมด้วย ถือว่าเปิดยุคใหม่ให้เทควันโดจีนเลยทีเดียว
ปี 2007 – แชมป์โลกสมัยแรก
- ในชิงแชมป์โลกปี 2007 ที่ปักกิ่ง เธอกวาดเหรียญทองในรุ่น 47 กก. ตอกย้ำว่าไม่ได้เก่งแค่ในเอเชีย แต่ขึ้นเป็นแถวหน้าของโลกจริง ๆ
จากตรงนี้ อู๋ จิ้งหยูถูกมองว่าเป็นตัวเต็งสำคัญในรุ่นเล็กของผู้หญิง ทั้งในเวทีเอเชียและโลก บวกกับการที่จีนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2008 ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่อเธอพุ่งสูงแบบสุด ๆ
ปักกิ่ง 2008: ทองโอลิมปิกใบแรกในบ้านเกิด
โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่กดดันสุด ๆ สำหรับนักกีฬาจีน เพราะแข่งในบ้าน แฟนเต็มชาติคาจอ และรัฐบาลเองก็หวังเหรียญทองจากหลายชนิดกีฬา
อู๋ จิ้งหยู ลงแข่งในรุ่น หญิงไม่เกิน 49 กก.
- ทัวร์นาเมนต์นี้มีนักกีฬา 16 คนจาก 16 ประเทศ
- เธอเดินหน้าผ่านแต่ละรอบอย่างนิ่ง ๆ ไม่มีดราม่ามาก
- ในรอบชิงชนะเลิศ เธอเอาชนะ บุตทรี พืดพงษ์ (Buttree Puedpong) จากไทย คว้าเหรียญทองโอลิมปิกใบแรกให้ตัวเองและทีมชาติในรุ่นฟลายเวตหญิงอย่างยิ่งใหญ่
ภาพเด็กสาวหน้าใสจากเจียงซี ยิ้มรับเหรียญทองต่อหน้าผู้ชมเจ้าถิ่นนับหมื่น และแฟน ๆ ทางทีวีนับล้าน คือหนึ่งในภาพจำของโอลิมปิกปักกิ่งที่ถูกนำมาฉายซ้ำอยู่เสมอ
ลอนดอน 2012: ป้องกันแชมป์โอลิมปิกและสถานะ “ราชินีฟลายเวต”
สี่ปีต่อมา ที่โอลิมปิกลอนดอน 2012 หลายคนสงสัยว่าอู๋ จิ้งหยูจะยังรักษาฟอร์มได้ไหม เพราะการ “ป้องกันแชมป์โอลิมปิก” เป็นงานยากสุด ๆ
คำตอบคือ… เธอทำได้อย่างโหดมาก
- ลงแข่งอีกครั้งในรุ่นไม่เกิน 49 กก.
- ผ่านรอบคัดเลือกและรอบรองอย่างมั่นคง
- ในรอบชิง เธอเอาชนะ บริกิตเต้ ยาเก้ (Brigitte Yagüe) จากสเปนแบบขาดลอย 8–1 คว้าเหรียญทองโอลิมปิกสมัยที่สองติดต่อกัน
ด้วยเหรียญทองทั้งที่ปักกิ่งและลอนดอน ทำให้เธอเป็น แชมป์โอลิมปิก 2 สมัยในรุ่นฟลายเวตหญิง และในภายหลัง Guinness World Records ก็ระบุสถิติว่า “ผู้ได้เหรียญทองโอลิมปิกเทควันโดรุ่นฟลายเวตหญิงมากที่สุดคือ 2 เหรียญ” ซึ่งอู๋ จิ้งหยูเป็นคนทำได้เป็นคนแรก ก่อนที่ปานิภัค วงศ์พัฒนกิจ ของไทยจะมาทาบสถิตินี้ในปีต่อ ๆ มา
ระหว่างปี 2007–2011 เธอยังคว้าแชมป์โลกและเหรียญเอเชียนเกมส์เพิ่มอีก
- แชมป์โลก 2007 ปักกิ่ง (47 กก.)
- แชมป์โลก 2011 คยองจู รุ่น -49 กก.
- เหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2010 กว่างโจว รุ่น -49 กก.
พูดง่าย ๆ คือ ช่วงปี 2006–2012 ถ้าใครอยู่รุ่นไม่เกิน 49 กิโลกรัมแล้วต้องชนอู๋ จิ้งหยู นี่คือระดับ “ออกรถแล้วไปเจอด่านบอสใหญ่ทันที”
จากจุดพีคสู่ช่วงที่ต้องสู้กับร่างกายและเวลา
หลังลอนดอน 2012 หลายคนคิดว่าเธออาจจะปิดตำนานแบบสวย ๆ แล้วรีไทร์ไป แต่อู๋ จิ้งหยูยังเลือกเดินต่อในเส้นทางนักกีฬา
ริโอ 2016 – ปีที่พลาดโพเดียม
- เธอลงแข่งในริโอ 2016 หวังล่าเหรียญที่สาม แต่ฟอร์มไม่ได้เป๊ะเหมือนเดิม และสุดท้ายพลาดเหรียญไปอย่างน่าเสียดาย
หลังริโอ มีข่าวว่าเธอประกาศเลิกเล่นไปช่วงหนึ่ง และหายจากจอแฟน ๆ พอสมควร
การกลับมาหลังเป็นคุณแม่
ความพีคที่สุดคือ เธอตัดสินใจ “คัมแบ็ก” กลับมาหลังคลอดลูก
- ปี 2019 เธอกลับมาลงแข่งรายการ Fujairah Open ของ World Taekwondo และคว้าแชมป์ในรุ่นไม่เกิน 53 กก. ในการคืนสังเวียนครั้งแรกหลังเป็นแม่ลูกหนึ่ง แบบชนะขาด 26–2 เลยทีเดียว
- ในปีเดียวกัน เธอกวาดแชมป์และรองแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ระดับ Grand Prix หลายสนาม ทั้งโซเฟีย มอสโก และ Wuxi ในรุ่น 49 กก. แสดงให้เห็นว่าความคมของเธอยังอยู่
โตเกียว 2020 – ความฝันเหรียญที่สาม
ที่โตเกียว 2020 (แข่งจริงปี 2021) อู๋ จิ้งหยูในวัย 34 ปี พยายามล่าเหรียญโอลิมปิกอีกครั้งในรุ่นไม่เกิน 49 กก.
- เธอแพ้ให้กับนักกีฬาสเปน อาเดรียนา เซเรโซ (Adriana Cerezo) ในรอบก่อนรองฯ
- จากนั้นแพ้ในแมตช์รีเพชาจอีก ทำให้พลาดเหรียญโอลิมปิกใบที่สามไปอย่างเจ็บปวด
แม้จะไม่ได้เหรียญ แต่การกลับมาในฐานะ “คุณแม่วัย 30 กลาง ๆ ที่ยังยืนสู้บนเวทีระดับโลก” ทำให้เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องบาลานซ์ระหว่างครอบครัวกับความฝันของตัวเอง
ตารางสรุปผลงานเด่นของ อู๋ จิ้งหยู
สรุปเฉพาะรายการระดับโลก/ทวีปที่เด่นที่สุด
| ปี | รายการ / สถานที่ | รุ่นน้ำหนัก | ผลงานเด่น |
|---|---|---|---|
| 2006 | เอเชียนเกมส์ โดฮา | -47 กก. | เหรียญทอง เอเชียนเกมส์ครั้งแรกของทีมเทควันโดจีน |
| 2007 | ชิงแชมป์โลก ปักกิ่ง | 47 กก. | เหรียญทอง แชมป์โลกสมัยแรกของเธอ |
| 2008 | โอลิมปิก ปักกิ่ง | -49 กก. | เหรียญทองโอลิมปิกใบแรก ในบ้านเกิดของตัวเอง |
| 2010 | เอเชียนเกมส์ กว่างโจว | -49 กก. | เหรียญทอง เอเชียนเกมส์สมัยที่สอง ตอกย้ำบัลลังก์เอเชีย |
| 2011 | ชิงแชมป์โลก คยองจู | -49 กก. | เหรียญทอง แชมป์โลกสมัยที่สองในรุ่น 49 กก. |
| 2012 | โอลิมปิก ลอนดอน | -49 กก. | เหรียญทองโอลิมปิกสมัยที่สอง ป้องกันแชมป์สำเร็จ |
| 2019 | Fujairah Open / WT Grand Prix หลายสนาม | -53 / -49 กก. | คัมแบ็กหลังคลอด คว้าแชมป์และรองแชมป์หลายรายการในปีเดียว |
รวม ๆ แล้ว เธอมีสถิติใน TaekwondoData ว่าลงแข่งมากกว่า 130 ไฟต์ ชนะเกิน 80% และมีเหรียญจากรายการนานาชาติรายการใหญ่–กลางรวมกันหลายสิบเหรียญ เรียกได้ว่าเป็น “เครื่องจักรเก็บแชมป์” ของรุ่นฟลายเวตหญิงยุคหนึ่งเลยทีเดียว
สไตล์การเล่น: Axe Kick เร็ว รุนแรง และเกมที่อ่านขาด
จุดเด่นของอู๋ จิ้งหยูที่โค้ชและแฟน ๆ พูดถึงบ่อย ๆ คือ
- ส่วนสูงราว 167–168 ซม. ในรุ่น 49 กก. ถือว่าค่อนข้างสูงและช่วงขายาวเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลายคนในรุ่นเดียวกัน
- สเต็ปเท้า (ฟุตเวิร์ก) เนียน เข้า–ออกระยะไว ไม่ยืนตาย
- ลูกเตะขึ้นหัว (axe kick) ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” – ยกขาขึ้นแล้วเหยียดลงใส่คู่ต่อสู้ทั้งเร็วและแม่น ทำคะแนนได้บ่อยจนคู่ต่อสู้หลายคนต้องเซ็ตการ์ดสูงไว้ตลอด
- การจัดการเกมเมื่อคะแนนนำ ทำได้ดีมาก เธอไม่ค่อยหลุดเป็นเกมบู๊มั่ว ๆ แต่เน้นเก็บแต้มอย่างมีแบบแผน
หลายแมตช์ เราจะเห็นเธอเล่นแบบนี้
- ใช้ฟุตเวิร์กและลูกเตะลำตัวเบา ๆ เพื่ออ่านจังหวะคู่ต่อสู้
- เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้เริ่มลดการ์ดหรือพยายามบุกแบบเปิดช่อง เธอจะโยน axe kick ขึ้นหัวแบบรวดเร็ว
- ถ้าได้แต้มแล้ว เธอจะกลับมาคุมระยะ เล่นเกมรัดกุม ไม่เปิดแลกแบบเสี่ยงเกินไป
สไตล์นี้ทำให้เธอเป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับนักเทควันโดรุ่นเล็กที่อยากเรียนรู้ “การใช้ช่วงขา” และ “การจัดการเกม” มากกว่าบู๊อย่างเดียว
โลกของแฟนกีฬา: ดูอู๋ จิ้งหยู เตะเสร็จแล้วไปเช็กกีฬาอื่นต่อ
ยุคนี้แฟนกีฬาส่วนใหญ่ไม่ได้ดูแค่ชนิดเดียว วันหนึ่งอาจเริ่มเช้าด้วยการดูไฮไลต์โอลิมปิกของอู๋ จิ้งหยู ต่อด้วยดูวิดีโอสอน axe kick แล้วตอนเย็นสลับไปเช็กผลบอล ดูสถิติ NBA หรือแม้แต่กีฬาจำลอง/อีสปอร์ต
แพลตฟอร์มหลายแห่งก็เลยออกแบบให้เราสลับโหมด “แฟนเทควันโด” กับ “แฟนกีฬาทุกชนิด” ได้ในที่เดียว เช่น ดูโปรแกรมแข่ง ราคาต่อรอง หรือบรรยากาศกีฬารวม ๆ ผ่านลิงก์อย่าง ยูฟ่าเบท แล้วค่อยกลับมาเปิดคลิปซ้อมเตะเองในยิม
สำหรับคนที่ซ้อมเทควันโดจริง ๆ การได้ดูนักกีฬาอย่างอู๋ จิ้งหยูแข่ง พร้อมกับตามกีฬาอื่นไปด้วย ช่วยเติมทั้งแรงบันดาลใจและมุมมองว่า “กีฬาแต่ละชนิดมีภาษาของตัวเอง” แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ วินัยและความสม่ำเสมอที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะ
บทเรียนจากชีวิตและประวัติของ อู๋ จิ้งหยู
1. เมืองเล็ก ความฝันไม่เล็ก
จากเมืองจิ่งเต๋อเจินที่ดังเรื่องเครื่องลายคราม อู๋ จิ้งหยูพิสูจน์ว่าเราไม่จำเป็นต้องเกิดในเมืองหลวงหรือศูนย์กลางกีฬา ถึงจะไปไกลในระดับโลกได้ ถ้ามีระบบฝึกซ้อมที่ดี บวกกับความตั้งใจและจังหวะโอกาสที่ใช่
2. ความสำเร็จใหญ่ = ชัยชนะเล็ก ๆ ที่สะสมกัน
ก่อนจะได้แชมป์โอลิมปิก 2 สมัย เธอผ่านทั้ง
- การซ้อมหนักในทีมมณฑล
- รายการภายในประเทศ
- เอเชียนเกมส์
- ชิงแชมป์โลก
ชัยชนะเหล่านี้คือ “เลโก้ก้อนเล็ก ๆ” ที่ต่อขึ้นมาเป็นตึกชื่อว่า “ตำนาน” ในภายหลัง
3. แพ้แล้วลุกใหม่ได้เสมอ
การพลาดเหรียญในริโอ 2016 และโตเกียว 2020 เจ็บแน่นอน แต่เธอไม่ได้หายไปเงียบ ๆ กลับใช้มันเป็นแรงขับให้เดินหน้าต่อ ทั้งในฐานะนักกีฬา คุณแม่ และผู้บริหารกีฬา
มันคือบทเรียนว่า “การแพ้บนเวทีใหญ่ ไม่ได้แปลว่าเราต้องแพ้ไปตลอดชีวิต”
4. เปลี่ยนมุมจาก “นักกีฬา” เป็น “คนดูแลกีฬา”
ระหว่างและหลังคัมแบ็ก เธอไม่ได้มีแค่บทบาทนักสู้ในสังเวียน แต่ยังรับหน้าที่ รองประธานสมาคมเทควันโดจีน และต่อมาถูกเลือกเป็น ร่วมประธานคณะกรรมการนักกีฬาของ World Taekwondo มีส่วนช่วยกำหนดทิศทางกีฬาในระดับโลกด้วย
นี่เป็นอีกตัวอย่างของการ “เปลี่ยนเวที” จากเสื่อสู่โต๊ะประชุม และแสดงให้เห็นว่าคนคนหนึ่งสามารถช่วยวงการกีฬาได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ตอนใส่ชุดแข่งขัน
FAQ – คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ อู๋ จิ้งหยู
อู๋ จิ้งหยู ได้เหรียญโอลิมปิกกี่เหรียญ อะไรบ้าง?
เธอได้เหรียญทองโอลิมปิก 2 เหรียญ ทั้งคู่มาจากรุ่นไม่เกิน 49 กก. คือ ปักกิ่ง 2008 และลอนดอน 2012 ไม่มีเหรียญเงินหรือทองแดงในโอลิมปิก แต่เคยพลาดโพเดียมในริโอ 2016 และโตเกียว 2020
ทำไมอู๋ จิ้งหยูถึงถูกมองว่าเป็นตำนานรุ่นฟลายเวต?
เพราะเธอคือหนึ่งในคนแรก ๆ ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยติดต่อกันในรุ่นฟลายเวตหญิง แถมกวาดแชมป์โลกและเอเชียนเกมส์หลายสมัย พร้อมสถิติชนะมากกว่า 80% ของไฟต์ทั้งหมดในระดับนานาชาติ
ซิกเนเจอร์ของสไตล์การเล่นอู๋ จิ้งหยูคืออะไร?
จุดเด่นหลักคือ axe kick ที่เร็วและแม่นยำ การคุมระยะดีเยี่ยม และการเล่นเกมอย่างฉลาด เธอไม่ใช่นักกีฬาสายบู๊แลกเลือด แต่เป็นสายอ่านเกม รอจังหวะ แล้วเตะให้เข้าเป้าแบบเนียน ๆ
เธอเคยรีไทร์แล้วกลับมาจริงไหม?
ใช่ หลังริโอ 2016 มีรายงานว่าเธอพักจากทีมชาติและมีลูกหนึ่งคน ก่อนจะคัมแบ็กกลับมาคว้าแชมป์ใน Fujairah Open 2019 และลงแข่งในทัวร์ Grand Prix รวมถึงโตเกียว 2020 อีกครั้งในฐานะคุณแม่สายสู้
ตอนนี้อู๋ จิ้งหยูทำอะไรอยู่?
นอกจากบทบาทคุณแม่และอดีตนักกีฬา เธอยังทำหน้าที่บริหารในสมาคมเทควันโดจีน เป็นตัวแทนนักกีฬาในองค์กร World Taekwondo รวมถึงมีส่วนร่วมกับกิจกรรมกีฬาใหม่ ๆ เช่น Virtual Taekwondo ใน Olympic Esports Series อีกด้วย
ประวัติ อู๋ จิ้งหยู นักเทควันโดจีน กับพลังของคนธรรมดาที่ไม่หยุดท้าทายตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งเส้นทาง ประวัติ อู๋ จิ้งหยู นักเทควันโดจีน เราจะเห็นพลังของเด็กสาวจากเมืองเครื่องลายครามที่ใช้เวลาไม่กี่สิบปี เปลี่ยนตัวเองจาก “คนธรรมดาในโดจังมณฑล” สู่การเป็นแชมป์โอลิมปิก 2 สมัย แชมป์โลกหลายครั้ง คุณแม่สายสู้ และผู้นำในองค์กรกีฬา
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบแค่ดูไฮไลต์เกมกีฬา หรือลงซ้อมเองจริงจัง จะใช้เวลาเช็กโปรแกรมและบรรยากาศกีฬาหลายชนิดผ่านแพลตฟอร์มรวมกีฬาแบบเข้าใช้งานง่ายอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด หรือจะดูเทควันโดแล้วลุกขึ้นไปยืดเส้นเตะเล่นหน้าโทรทัศน์ สิ่งที่เรื่องราวของอู๋ จิ้งหยูบอกเราชัด ๆ คือ
เราไม่จำเป็นต้องเกิดมาพร้อม “ดีกรีความเก่ง” เต็มมือ แค่ไม่หยุดซ้อม ไม่หยุดท้าทายตัวเอง และกล้ากลับมาสู้ใหม่แม้จะล้มไปแล้วหลายครั้ง สักวันหนึ่ง เสื่อเล็ก ๆ ใต้เท้าก็อาจกลายเป็นเวทีระดับโลกสำหรับเราได้เหมือนกัน 💙🥋