ประวัติ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ คือเรื่องราวจากเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เริ่มเล่นเทควันโดเพราะ “อยากตามเพื่อนไปแข่งที่ภูเก็ต” แต่จากทริปเล็ก ๆ นั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้าของเหรียญโอลิมปิก 3 สมัย (ทอง 2, ทองแดง 1) และหนึ่งในนักกีฬาไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดบนเวทีโลกตลอดกาล ทั้งยังเป็นแชมป์โลก แชมป์เอเชียนเกมส์ และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายลำดับชั้นอีกด้วย

ทุกวันนี้ชื่อของ “เทนนิส” พาณิภัค ไม่ได้อยู่แค่บนเสื่อเทควันโด แต่ยังอยู่ในหัวใจของแฟนกีฬาชาวไทยจำนวนมาก เวลาเราเปิดทีวีหรือเปิดมือถือดูการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ ทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล ไปจนถึงศิลปะการต่อสู้ หลายคนก็ใช้แพลตฟอร์มกีฬาหลากหลายรูปแบบในการตามทั้งสกอร์และสถิติ บางคนอยากดูหลายกีฬาในที่เดียว ก็เลยเลือกเช็กข้อมูลผ่านเว็บแนวกีฬา–ความบันเทิงอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด แล้วเผื่อใจว่า “วันหนึ่งเราอาจได้เห็นนักกีฬาไทยคนใหม่ เดินตามรอยรุ่นพี่อย่างเทนนิส”
จุดเริ่มต้นจากสุราษฎร์ธานี เด็กชื่อ “เทนนิส” ที่ไม่ได้เริ่มจากคำว่าแชมป์
พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 (1997) ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสามคน ครอบครัวของเธอมีความผูกพันกับกีฬาอย่างแน่นแฟ้น คุณพ่อที่รักกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขั้นตั้งชื่อเล่นลูกทั้งสามคนให้เป็นชื่อกีฬา คือ โบว์ลิ่ง, เบสบอล และเทนนิส ตามลำดับ
ชีวิตช่วงเด็กของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนัก เพราะต้องสูญเสียคุณแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ “หัวใจที่แข็งแรงเกินตัว” และสายสัมพันธ์กับคุณพ่อที่แน่นแฟ้นมากเป็นพิเศษ คุณพ่อทำงานเป็นข้าราชการและครู ซึ่งทั้งสองบทบาทนี้ผสมกันออกมาเป็นสไตล์การเลี้ยงลูกที่ทั้ง “เคร่งเรื่องวินัย” แต่ก็ “เข้าใจหัวใจเด็ก” ไปพร้อมกัน
จากทริปภูเก็ตสู่การเอาจริงกับเทควันโด
หลายคนอาจคิดว่าเด็กอย่างเทนนิสต้องเริ่มต้นจากการฝึกอย่างจริงจังตั้งแต่เล็ก แต่ความจริงคือ เธอเริ่มจริงจังกับเทควันโดเพราะ “อยากไปเที่ยวภูเก็ตกับเพื่อน”
ตอนนั้นเธอซ้อมเทควันโดแบบเรื่อย ๆ เล่น ๆ อยู่แล้ว พอมีรายการแข่งที่ภูเก็ต เพื่อนจะได้ไป เธอเลยอยากตามไปบ้าง คุณพ่อเลยตั้งเงื่อนไขว่า
“จะไปก็ได้ แต่ต้องลงแข่งด้วยนะ ไม่ใช่ไปเที่ยวอย่างเดียว”
ผลการแข่งขันครั้งนั้นคือ “แพ้ทุกแมตช์” ไม่เหลือฟอร์มเทพอะไรทั้งนั้น แต่แทนที่จะถอดใจ เทนนิสกลับตัดสินใจว่า ถ้าจะอยู่ในสนามนี้ต่อไป เธอจะต้อง “เอาจริง” กับเทควันโดให้มากกว่านี้ และนั่นคือจุดที่เด็กสาวจากสุราษฎร์ธานีคนหนึ่ง เปลี่ยนจากสายเล่น ๆ เป็นสายมุ่งมั่นเต็มตัว
ไต่บันไดสู่เวทีโลก: แชมป์โลกคนแรกและประสบการณ์ริโอ 2016
หลังจากเอาจริงกับการซ้อม เทนนิสก็เริ่มเก็บประสบการณ์จากเวทีเยาวชนทั้งในไทยและต่างประเทศ จนปี 2015 เธอคว้าแชมป์โลกเทควันโดในรายการ World Taekwondo Championships รุ่น 46 กก. ซึ่งถือเป็นแชมป์โลกครั้งแรกในชีวิต และเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ทั้งวงการเริ่มหันมาจับตาเธออย่างจริงจัง
ปีถัดมาในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ริโอ เด จาเนโร เทนนิสก้าวขึ้นสู่เวทีใหญ่สุดของโลกกีฬาเป็นครั้งแรก และคว้าเหรียญทองแดงในรุ่น -49 กก. ให้กับประเทศไทยสำเร็จ แม้จะเป็นเหรียญแห่งความภูมิใจ แต่ในมุมมองของนักกีฬาอย่างเธอ มันเต็มไปด้วย “รสชาติของความเสียดาย” เพราะรู้ว่าตัวเองไปได้ไกลกว่านั้น เธอเคยเล่าว่าถึงขั้นคิดจะเลิกเล่นเทควันโด และขอพักไปประมาณสองเดือนเพื่อเคลียร์หัวตัวเอง
แต่แทนที่จะหายไปจากวงการ เธอกลับมาพร้อมเป้าหมายใหม่—ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นเห็น แต่เพื่อพิสูจน์ให้ตัวเองรู้ว่า “เรายังรักเทควันโดอยู่จริง ๆ”
จากน้ำตาในริโอ สู่เหรียญทองโอลิมปิกโตเกียว 2020
หลังริโอ เทนนิสกลับมาซ้อมอย่างหนักภายใต้การดูแลของโค้ชชเว ยองซอก (Choi Young-Seok) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “โค้ชชัชชัย ชเว” โค้ชชาวเกาหลีที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมเทควันโดไทยมาหลายปี
ช่วงปี 2017–2019 เธอกวาดทั้งเหรียญในชิงแชมป์โลก เอเชียนเกมส์ และรายการกรังด์ปรีซ์ จนกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาหญิงรุ่น 49 กก. ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
แล้วปี 2020 (แข่งจริงปี 2021) ที่โตเกียว เทนนิสก็จารึกชื่อของตัวเองและประเทศไทยลงในประวัติศาสตร์กีฬาโลก ด้วยการคว้าเหรียญทองเทควันโดโอลิมปิกในรุ่น 49 กก. ซึ่งเป็นเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของไทยในกีฬาเทควันโด และเป็นเหรียญทองเดียวของไทยในโตเกียวเกมส์อีกด้วย
โมเมนต์ที่เธอร้องไห้บนโพเดียมพร้อมเพลงชาติไทยดังขึ้น ทำให้ทั้งประเทศ “ร้องไห้ไปพร้อมกัน” หน้าจอทีวีและจอมือถือ แฟนกีฬาหลายคนที่ตามชมทั้งเทควันโด ฟุตบอล หรือกีฬาอื่น ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ยิ่งภูมิใจที่ได้เห็นธงชาติไทยโบกสะบัดบนเวทีเดียวกับนักกีฬาระดับตำนานในชนิดกีฬาอื่น ๆ ที่เรามักตามสถิติกันอยู่เป็นประจำในเว็บสายกีฬา–ความบันเทิงอย่าง สมัคร UFABET
เหรียญทองโอลิมปิกปารีส 2024 และการอำลาสังเวียนอย่างสมศักดิ์ศรี
หลายคนอาจคิดว่า “ได้ทองโอลิมปิกแล้วจะไปต่อยังไงให้พีกกว่านี้” คำตอบของเทนนิสคือ “ไปให้สุดอีกครั้ง”
ในโอลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีส เธอคว้าเหรียญทองเทควันโดรุ่น 49 กก. ได้อีกสมัย กลายเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยซ้อน และเป็นเจ้าของเหรียญโอลิมปิก 3 สมัย (ทอง 2 ทองแดง 1) ในกีฬาเทควันโดอย่างยิ่งใหญ่
ก่อนแข่งขัน เธอเคยเปรยไว้แล้วว่านี่อาจเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้าย เพราะสภาพร่างกายที่ผ่านการซ้อมหนักต่อเนื่องมาหลายปีเริ่มรับไม่ไหว เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยเหรียญทอง เธอประกาศอำลาสังเวียนระดับโอลิมปิกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความเข้าใจและน้ำตาของแฟน ๆ ทั่วโลก
การตัดสินใจ “รู้จักพอในจุดที่สูงที่สุด” คืออีกมุมหนึ่งที่ทำให้ประวัติของเธอดูงดงามกว่าตัวเลขเหรียญรางวัลเสียอีก
คู่หูสำคัญ: โค้ชชเว ยองซอก–ชัชชัย ชเว หัวใจเกาหลีในร่างคนไทย
ถ้าพูดถึงประวัติ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ แล้วไม่พูดถึงโค้ช ก็คงเหมือนเล่าหนังไม่ครบตอน
โค้ชชเว ยองซอก หรือ “โค้ชชัชชัย ชเว” คือโค้ชชาวเกาหลีที่มาปักหลักทำทีมชาติไทยอย่างยาวนาน เขาเป็นคนดึงศักยภาพของเทนนิสออกมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่สมัยเป็นนักกีฬาดาวรุ่งจนขึ้นเป็นแชมป์โลกและแชมป์โอลิมปิกสองสมัย
สไตล์โค้ชของเขาเน้นทั้ง
- แทคติกเกม: การอ่านคู่ต่อสู้ การเลือกจังหวะบุก–รับ
- สภาพจิตใจ: การรับมือความกดดันจากความคาดหวังของทั้งประเทศ
- วินัยในชีวิตประจำวัน: การพักผ่อน โภชนาการ ความเป็นมืออาชีพ
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ได้เป็นแค่ “โค้ช–นักกีฬา” แต่เหมือน “ครู–ลูกศิษย์” และ “คนในครอบครัว” ไปแล้วในสายตาของแฟนกีฬา
สไตล์การเล่นของ “เทนนิส” บนสังเวียน: สมองไว ขาไว ใจเย็น
ถ้าลองนั่งดูเทนนิสแข่งสักแมตช์แบบเพ่งจริง ๆ จะเห็นว่า
- เธอไม่ใช่นักกีฬาที่บุกบ้าคลั่ง
- ไม่ใช่สายเตะมั่วเพื่อเอาแต่จำนวน
- แต่เป็นสาย “อ่านเกมเก่ง” และ “รู้จังหวะฆ่า” มาก
จุดเด่นสำคัญคือ
- ฟุตเวิร์กที่ว่องไว หมุนตัวหลบ–เข้าออกระยะได้ลื่น
- การใช้ขาหน้าแตะเช็กจังหวะก่อนเปิดทางให้ท่าหนัก
- การเตะศีรษะในจังหวะที่คู่ต่อสู้คิดไม่ถึง
- สติที่นิ่งมาก แม้กำลังตามคะแนนในวินาทีสุดท้าย
หลายแมตช์เราเห็นเธอตามอยู่ แต่กลับมาแซงในช่วงท้าย ๆ แบบที่คนดูหัวใจจะวาย นี่คือสไตล์ของคนที่เชื่อในแผนของตัวเอง และไม่ตื่นตระหนกเกินไปเวลาเกมไม่เป็นใจ
ตารางสรุปไทม์ไลน์ความสำเร็จสำคัญของพาณิภัค
หมายเหตุ: ตารางเน้นไฮไลต์หลัก ๆ ในระดับโลกและทวีป ไม่ครอบคลุมทุกรายการย่อย
| ปี (คร่าว ๆ) | รายการ / เหตุการณ์ | ผลงาน / ไฮไลต์ |
|---|---|---|
| 2014 | ยูธโอลิมปิก (นานกิง) | เหรียญทอง รุ่น 44 กก. สร้างชื่อในระดับเยาวชน |
| 2015 | ชิงแชมป์โลก | เหรียญทอง รุ่น 46 กก. แชมป์โลกครั้งแรกในชีวิต |
| 2016 | โอลิมปิก ริโอ | เหรียญทองแดง รุ่น -49 กก. โอลิมปิกครั้งแรกของเธอ |
| 2018 | เอเชียนเกมส์ | เหรียญทอง รุ่น 49 กก. ยึดบัลลังก์เอเชียอย่างเต็มตัว |
| 2019 | ชิงแชมป์โลก | เหรียญทอง รุ่น 49 กก. ตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งของโลก |
| 2020/21 | โอลิมปิก โตเกียว | เหรียญทอง รุ่น 49 กก. เหรียญทองเทควันโดโอลิมปิกเหรียญแรกของไทย |
| 2022 | เอเชียนเกมส์ (หางโจว) | เหรียญทอง รุ่น 49 กก. ป้องกันแชมป์เอเชียนเกมส์ |
| 2023 | ชิงแชมป์โลก | เหรียญเงิน รุ่น 49 กก. ยังยืนในระดับท็อปของโลกอย่างเหนียวแน่ |
| 2024 | โอลิมปิก ปารีส | เหรียญทอง รุ่น 49 กก. เหรียญทองโอลิมปิกสมัยที่ 2 และอำลาสังเวียนระดับโอลิมปิกอย่างงดงาม |
ชีวิตนอกสนาม: นักกีฬา, นายทหารอากาศ, นิสิตจุฬาฯ และคนธรรมดาที่มีหัวใจไม่ธรรมดา
นอกจากบทบาทนักกีฬา เทนนิสยังสวมหลายหมวกในชีวิตจริง
- เธอเข้าศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สายวิชาที่ต้องจัดสมดุลเวลาเรียนกับเวลาเก็บตัวซ้อมอย่างหนัก
- ได้รับบรรจุเป็น “เรืออากาศตรี” กองทัพอากาศไทย สะท้อนถึงการยอมรับจากประเทศในฐานะฮีโร่ด้านกีฬา
ในมุมความสัมพันธ์ ส่วนตัวเธอเคยเปิดใจหลังโอลิมปิก 2024 ว่าคบหากับ “จูเนียร์” รามณรงค์ เสวกวิหค นักเทควันโดทีมชาติไทยด้วยกันมานานหลายปี แต่ต้องเก็บเป็นความลับเพราะกฎทีมชาติที่ไม่อนุญาตให้คู่รักอยู่ในทีมเดียวกันในช่วงแข่งขันระดับใหญ่ เรื่องราวตรงนี้ทำให้หลายคนยิ่งรู้สึกว่า “กว่าจะมาถึงจุดนี้ เธอต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่างจริง ๆ”
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพของเทนนิสไม่ได้มีแค่คำว่า “แชมป์” แต่ยังเต็มไปด้วยคำว่า “ลูกสาวของพ่อ”, “เพื่อนร่วมทีม”, “คนรัก” และ “แรงบันดาลใจให้เด็กไทย” พร้อมกันในคนคนเดียว
มุมมองต่อแพ้–ชนะ และบทเรียนสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา
ถ้าดูจากประวัติ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เฉพาะด้านเหรียญรางวัล เราอาจรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ “ชนะตลอดชีวิต” แต่ความจริงคือเบื้องหลังเต็มไปด้วย
- การแพ้แบบเจ็บสุดใจ
- การคิดจะเลิกเล่น
- การบาดเจ็บ และความกดดันจากทั้งตัวเองและสังคม
สิ่งที่ทำให้เธอไปต่อได้ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ แต่คือ
- วินัยในการกลับมาซ้อมใหม่ แม้เพิ่งแพ้มา
- การยอมรับความผิดหวัง แต่ไม่ปล่อยให้มันนิยามชีวิตทั้งชีวิต
- การมีทีมที่แข็งแรง ทั้งโค้ช เพื่อนร่วมทีม ครอบครัว และแฟนกีฬา
ตรงนี้แหละที่เราในฐานะ “คนธรรมดา” เอามาใช้ในชีวิตได้เต็ม ๆ
- เวลาเจองานพัง โปรเจกต์ล่ม เราอาจจะพักได้ แต่ต้องกลับมาวางแผนใหม่
- เวลาเจอคำวิจารณ์ เราอาจเสียใจได้ แต่ห้ามให้มันกลายเป็นกำแพงขวางตัวเอง
- เวลาเห็นคนที่เราชอบบนจอ—ไม่ว่าดูผ่านทีวี หรือผ่านแพลตฟอร์มรวมกีฬาที่เราเช็กผล เช็กสถิติอยู่เป็นประจำ—เราสามารถยืม “วินัย” และ “หัวใจนักสู้” ของเขามาเป็นแรงผลักให้ตัวเองได้เหมือนกัน
และถ้าใครเป็นสายดูหลายกีฬา ชอบเช็กตารางแข่ง สถิติ หรือผลการแข่งขันในที่เดียว ก็อาจเลือกใช้เว็บรวมกีฬา–ความบันเทิงที่กดเข้าได้สะดวกอย่าง ยูฟ่าเบท แต่อย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะเชียร์ จะวิเคราะห์ หรือจะลุ้นระดับไหน สติและขอบเขตของตัวเองก็สำคัญพอ ๆ กับผลการแข่งขันในจอเสมอ
FAQ – คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประวัติ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ
พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เกิดเมื่อไหร่ และปัจจุบันอายุประมาณเท่าไร
เธอเกิดวันที่ 8 สิงหาคม 2540 (1997) ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ้านับตามปีปัจจุบันก็อยู่ในช่วงอายุปลาย 20 ปี ซึ่งถือว่ายังหนุ่มสาวมากเมื่อเทียบกับจำนวนความสำเร็จที่ทำมาได้แล้วในวงการกีฬาไทย
ทำไมถึงมีชื่อเล่นว่า “เทนนิส”
คุณพ่อของเทนนิสเป็นสายรักกีฬา เลยตั้งชื่อเล่นลูก ๆ ให้เป็นชื่อกีฬา ทั้งโบว์ลิ่ง เบสบอล และเทนนิส เป็นกิมมิกเล็ก ๆ ในครอบครัวที่ทำให้เราเห็นว่า “ความรักกีฬา” ฝังอยู่ในบ้านนี้ตั้งแต่เด็กจริง ๆ
พาณิภัคได้เหรียญโอลิมปิกกี่ครั้ง อะไรบ้าง
เธอคว้าเหรียญโอลิมปิกทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่
- เหรียญทองแดง รุ่น -49 กก. โอลิมปิก 2016 ที่ริโอ
- เหรียญทอง รุ่น 49 กก. โอลิมปิก 2020 (โตเกียว 2021)
- เหรียญทอง รุ่น 49 กก. โอลิมปิก 2024 ที่ปารีส
ถือเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยซ้อนในกีฬาเทควันโด
เทนนิสเคยคิดจะเลิกเล่นเทควันโดจริงไหม
จริง หลังจบโอลิมปิก 2016 ที่ริโอ เธอเคยคิดจะเลิกเล่นเพราะผิดหวังกับผลงานของตัวเอง แต่หลังจากพักไปช่วงสั้น ๆ ก็กลับมาเริ่มใหม่อีกครั้งด้วยไฟที่ชัดเจนกว่าเดิม และเส้นทางนั้นเองที่พาเธอไปถึงแชมป์โลกและแชมป์โอลิมปิกสองสมัยในเวลาต่อมา
ทำไมโค้ชชเว ยองซอกถึงสำคัญกับประวัติของพาณิภัคมาก
เพราะโค้ชชเวเป็นคนวางรากฐานทั้งแทคติกและสภาพจิตใจของเทนนิส ตั้งแต่สมัยยังเป็นดาวรุ่งจนกลายเป็นเบอร์หนึ่งของโลก เขาไม่ใช่แค่โค้ชที่สั่งซ้อมหนัก แต่ยังเป็นคนคอยบาลานซ์ชีวิตและดูแลหัวใจนักกีฬาในวันที่แพ้และวันที่ชนะด้วย
หลังโอลิมปิก 2024 แล้ว พาณิภัคยังแข่งต่อไหม
หลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ปารีส 2024 เธอประกาศชัดว่าการแข่งขันครั้งนั้นจะเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้ายของตัวเอง เพราะต้องการดูแลร่างกาย และเปิดทางให้รุ่นน้องขึ้นมารับไม้ต่อในทีมชาติไทย แต่อนาคตด้านอื่น ๆ ทั้งโค้ช แรงบันดาลใจ หรือบทบาทในวงการกีฬา ยังเปิดกว้างอยู่มาก
ถ้าอยากให้ลูกเดินตามรอยเทนนิส ควรเริ่มต้นยังไง
จุดเริ่มต้นง่ายที่สุดคือให้ลูกได้ลองเรียนเทควันโดในยิมที่มีโค้ชและระบบการสอนที่ปลอดภัย โฟกัสเรื่องความสนุก วินัย และสุขภาพก่อน อย่ารีบกดดันเรื่องเหรียญรางวัลเกินไป ถ้าเด็กสนุกกับมันจริง ๆ ความมุ่งมั่นและเป้าหมายจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเอง
ประวัติ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ คือบทพิสูจน์ว่าความสำเร็จเริ่มจาก “การกล้าลอง” ครั้งเดียว
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งเส้นทาง ประวัติ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ สอนเราได้หลายอย่าง ตั้งแต่การกล้าขึ้นสังเวียนครั้งแรกเพราะอยากไปทริปกับเพื่อน การแพ้แบบเจ็บ ๆ ในริโอ 2016 การกลับมาซ้อมใหม่จนคว้าเหรียญทองโอลิมปิกสองสมัย และการตัดสินใจอำลาสังเวียนในจุดที่ตัวเองยืนอยู่บนยอดสุดของโลกกีฬา
เรื่องราวของเธอทำให้เห็นว่า “ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากโชค” แต่มาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน—ตื่นมาซ้อมแม้เมื่อยล้า ยอมรับความผิดหวังแล้วไปต่อ เคารพโค้ชและทีมงาน และไม่ลืมว่าชัยชนะบนเวทีไม่ควรแลกกับการสูญเสียตัวตนของเรานอกเวที 💙🥋